สมาชิก

สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
สถิติ
เปิดเมื่อ21/02/2012
อัพเดท24/02/2012
ผู้เข้าชม12239
แสดงหน้า15680
ปฎิทิน
May 2013
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
(เข้าชม 1463 ครั้ง)

 

 

พิธีรดน้ำสังข์ พิธีเจิม


 

       พิธีรดน้ำหรือ หลั่งน้ำสังข์ นี้ จะกระทำหลังจากคู่บ่าวสาวร่วมทำบุญตักบาตร ฟังพระสวดพุทธมนต์ และถวายจตุปัจจัยไทยธรรมเมื่อพระฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว
      
       เมื่อถึงฤกษ์รดน้ำสังข์ พระสงฆ์ผู้เป็นประธาน จะทำการเจิมให้แก่ คู่บ่าวสาว ฝ่ายชายนั้นพระสามารถเจิม ที่หน้าผาก เป็นจุดแต้ม ๓ จุดได้โดยตรง แต่สำหรับฝ่ายหญิง พระท่านอาจจับมือฝ่ายชายจุ่มแป้งเจิม แล้วจับไปเจิม หน้าผากให้เจ้าสาวของตน เพราะท่านไม่สามารถถูกเนื้อต้องตัวผู้หญิงได้

      หลังจากทำพิธีเจิมเสร็จ จึงทำมงคลแฝดสวมให้คู่บ่าวสาวคนละข้าง มีสายโยงห่างกันราม ๒ ศอกเศษ เพื่อความสะดวก ส่วนปลายของมงคล จะโยงมาพันที่บาตรน้ำมนต์ และทางสายสิญจน์พระสงฆ์จะส่งกันไป โดยจับเส้นไว้ในมือ จนถึงองค์สุดท้ายก็วางกลุ่มด้ายสายสิญจน์ไว้ในพาน หากเป็นการรดน้ำตอนเย็น เหมือน ที่นิยมจัดกัน ในสมัยนี้ จะมีเพียงมงคลแฝดไม่มีสายโยง แต่ธรรมเนียมสมัยก่อน ต้องมีสายโยงไปที่บาตรน้ำมนต์ และพระสงฆ์ด้วย เพื่อให้ท่านสวดเจริญพระพุทธมนต์ ในขณะที่ทำพิธีรดน้ำหรือหลั่งน้ำสังข์

      คู่บ่าวสาวต้องไปนั่งในที่จัดไว้ มีหมอนสำหรับรองมือและพานรับน้ำสังข์ ส่วนเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาว ก็ไปยืนให้กำลังใจอยู่เบื้องหลัง ญาติผู้ใหญ่ก็ทยอยกันมารดน้ำอวยพรตามลำดับ

     เกี่ยวกับเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวนี้มีความเชื่อกันว่า ควรเลือกคนที่อายุน้อย หรือใกล้เคียงกับคู่บ่าวสาว และอยู่ ในช่วงที่ใกล้หรือมีโครงการจะแต่งงานเร็ว ๆ นี้ หากเอาคนที่ยังโสด อาจต้องกลายเป็นเพียงเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาว ไปตลอด ไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวตัวจริงกับเขาเสียที ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า ผู้ใหญ่ต้องการให้ผู้ที่ ใกล้จะเข้าพิธีแต่งงาน มารับรู้ได้ดูขั้นตอนของพิธีเอาไว้ เมื่อถึงคราวตัวเองจะได้ปฏิบัติได้ถูกต้องไม่เคอะเขิน เพราะจะต้องอยู่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวไปจนกว่าจะเสร็จพิธี

 

       
 

 
        
          

ความเป็นมา ของหอยสังข์ที่นำมาใช้นำพิธีการแต่งงาน

 

      สาเหตุที่ใช้หอยสังข์ มาเป็นภาชนะใส่น้ำมนต์หลั่งอวยพรให้คู่บ่าวสาวนั้น เพราะถือกันว่า หอยสังข์เป็นหนึ่งใน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ๑๔ อย่าง อันเกิดจาก การกวนเกษียรสมุทร ของเหล่าเทวดาและอสูร ได้แก่

๑. น้ำอมฤต
๒. ธันวันตรี คือ เทวดาผู้ถือหม้อน้ำอมฤตผุดขึ้นมาจากเกษียรสมุทร
๓. พระลักษมี เทวีแห่งโชคลาภและความงาม ซึ่งต่อมาได้เป็นชายาของพระศิวะ
๔. นางสุราเทวี หรือนางวารุณี ต่อมาได้เป็นชายาของพระวรุณ
๕. พระจันทร์ พระอิศวรนำไปเป็นปิ่นปักผม
๖. นางอัปสรชื่อรัมภา ซึ่งเป็นผู้ยอดของความงาม
๗. ม้าชื่ออัจไฉศรพ มีหูตั้งสูง ถือเป็นยอดม้า
๘. มณีเกาสตุภ คือ แก้วมณีซึ่งต่อมาตกเป็นของพระกฤษณะ
๙. ต้นปาริชาต ซึ่งสามารถบันดาลให้สมปรารถนาได้ตามใจนึก
๑๐. นางโค ชื่อกามเธนุหรือสุรภี ซึ่งนึกอะไรสมความปรารถนาเช่นเดียวกัน
๑๑. ช้างเอราวัณ พาหนะของพระอินทร์ มี ๓๓ เศียร
๑๒. สังข์ศักดิ์สิทธิ์      ต่อมาตกเป็นของพระนารายณ์ และกฤษณะใช้สำหรับเป่าบันลือเสียง บังเกิดชัยชนะแก่ศัตรู
๑๓. ธนูวิเศษ     แผลงไปไม่ผิดเป้าหมาย และ
๑๔. พิษร้ายแรง    ซึ่งพระศิวะทรงดื่ม เพราะเกรงจะเกิดภัยแก่เทวดา และมนุษย์ พระศอ (คอ) ของพระองค์ จึงมีสีดำตั้งแต่นั้นมา

 

       มีตำนานเกี่ยวกับ ความเป็นมาของหอยสังข์อีกหลายนัย เช่น ครั้งหนึ่งสังข์อสูรได้ลักเอาพระเวท ไปซ่อนไว้ ในหอยสังข์ พระนารายณ์ได้อวตารไปปราบและสังหาร แล้วทรงล้วงเอาพระเวทออกมาจากสังข์ ทำให้ปากหอยสังข์ มีรอยพระหัตถ์ของพระนารายณ์ จึงถือว่าสังข์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะเคยเป็นที่รองรับพระเวท การนำมาใส่น้ำมนต์ รดให้คู่บ่าวสาว เชื่อกันว่าเป็นสิริมงคล